ชมความสวยงามของ ทะเลสาบแมงกะพรุน หรือ ทะเลสาบเจลลี่ฟิช

ชมความสวยงามของ ทะเลสาบแมงกะพรุน หรือ ทะเลสาบเจลลี่ฟิช (Jellyfish Lake) ทะเลสาบสุดมหัศจรรย์ที่แฝงไปด้วยอันตราย แต่ก็มีเหล่านักดำน้ำจำนวนมากที่ไม่เกรงกลัวต่ออันตรายดังกล่าว ทะเลสาบแมงกะพรุน ตั้งอยู่ในเกาะ Eil Malk เกาะอันโดดเดี่ยวในเขตประเทศปาเลา (Palau) หรือ สาธารณรัฐปาเลา (Republic of Palau) ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีชื่อเสียงในเรื่องของหมู่เกาะและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล

Jelly Fish Lake หรือ ทะเลสาบแมงกะพรุน ตั้งอยู่บนเกาะ Eil Malk ซึ่งเป็นเกาะนึงในหมู่เกาะ Rock Islands ในประเทศปาเลา

สมัยก่อนทะเลสาบแห่งนี้เคยมีทางเชื่อมระหว่างทะเลสาบกับมหาสมุทรแปซิฟิก แต่มันถูกตัดขาดไปนานกว่า 12,000 ปี นับจากช่วงสุดท้ายของยุคน้ำแข็ง หรือ Ice Age ซึ่งเป็นผลทำให้เหล่าบรรดาแมงกะพรุน (Golden Jelly Fish) ที่อยู่อาศัยในทะเลสาบแห่งนี้สามารถแพร่พันธ์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ โดยที่มันไม่มีสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายใดๆ มาทำให้มันต้องล้มตาย แต่กลับกัน มันได้ผลิตประชากรของพวกมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนปัจจุบันสันนิฐานว่าน่าจะมีแมงกะพรุนในทะเลสาบแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 13 ล้านตัว

เจ้าแมงกะพรุนพวกนี้มีหนามแหลม แต่เนื่องจากมันเป็นแมงกะพรุนที่ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อันตราย ธรรมชาติเลยค่อยๆ ปรับเปลี่ยนเจ้าหนามแหลมๆ ที่เคยเป็นอันตราย ให้มีขนาดที่เล็กลง และ ไม่ทำให้เกิดอันตรายสำหรับมนุษย์อีกต่อไป

ทะเลสาบแมงกะพรุน คือแหล่งดำน้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยสาเหตุที่เรียกทะเลสาบแห่งนี้ว่า ทะเลสาบแมงกะพรุน ก็เนื่องมาจากว่าภายในทะเลสาบดังกล่าวนั้นมีเหล่าแมงกะพรุนทอง (Golden Jellyfish) นับล้านตัวอาศัยอยู่ นอกจากนี้ ทะเลสาบแมงกระพรุนยังเชื่อมต่อกับทะเลทางรอยแยกของหิน และอุโมงค์ แต่อย่างไรก็ตามมันก็แทบแยกตัวออกจากแห่งน้ำอื่นโดยสิ้นเชิง ทำให้เกิดเป็นระบบนิเวศน์เฉพาะของมัน ที่เหมาะสมต่อการดำรงณ์ชีพของแมงกะพรุนเหล่านี้

ปัจจุบันทะเลสาบแมงกะพรุนได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นแหล่งดำน้ำที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในทุกๆปีจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางยังปาเลา เพราะมีจุดประสงค์ที่จะไปดำน้ำในทะเลสาบแมงกะพรุน โดยการเดินทางจะใช้เวลา 45 นาที นั่งเรือจากเมืองคอรอร์ไปยังทะเลสาบแมงกะพรุน

เที่ยวสวนทะเลสาบไทปิงเพลิดเพลินไปกับความงดงามตามธรรมชาติ

ไม่มีใครที่ไปเยือนสวนทะเลสาบไทปิง แล้วจะไม่เพลิดเพลินไปกับความงดงามตามธรรมชาติ สวนทะเลสาบไทปิงสร้างขึ้นบนเหมืองแร่ดีบุกร้าง เปิดเมื่อปี ค.ศ. 1880 ทำให้ที่นี่กลายเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกในมาเลเซียในขณะนั้น รอบ ๆ ทะเลสาบมีต้นก้ามปูต้นใหญ่อายุหลายร้อยปี แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาจากสุดถนนด้านหนึ่งไปยังทะเลสาบที่อยู่อีกฟากหนึ่ง สร้างบรรยากาศโรแมนติก เหมาะสำหรับการถ่ายภาพคู่แต่งงาน

สวนทะเลสาบมีพื้นที่กว่า 64 เฮกเตอร์ ประกอบด้วยทะเลสาบและสระน้ำที่งดงาม 10 แห่ง สระบัว สะพานสวย เส้นทางจ็อกกิ้งและนวดเท้า ซึ่งล้วนแล้วแต่ล้อมรอบด้วยต้นไม้ ดอกไม้ และสัตว์ป่าเมืองร้อน นอกจากนี้ยังมีลานโรลเลอร์สเก็ต เรือพาย และสนามเด็กเล่น ที่จะทำให้เด็ก ๆ ติดใจกับการออกกำลังกายนอกบ้าน แทนที่จะหมกมุ่นอยู่กับวิดีโอเกม

รอบนอกของสวนสาธารณะที่เขียวขจีเป็นที่ตั้งของอาคารประวัติศาสตร์มากมาย รวมทั้ง อาคาร Old Residency ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของเลขาธิการข้าหลวง Raja’s House และที่พักของเจ้าหน้าที่ทหาร ใกล้กันคือเนินเขาแม็กซ์เวลล์ (บูกิตลารุต) ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการเดินป่าและตั้งแคมป์
- ทางอากาศ
สนามบินที่ใกล้ที่สุด คือ สนามบินนานาชาติปีนัง จากไทปิง ขับรถไปประมาณ 90 นาที ส่วนสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ (KLIA) ต้องขับรถลงใต้ไปตามทางด่วนสายเหนือ-ใต้ ใช้เวลา 4 ชม
- ทางถนน
หากเดินทางมาที่ไทปิงโดยขับรถมาตามทางด่วนสายเหนือ-ใต้ (PLUS) ให้ออกจากทางด่วนที่แยกจังกัตเจริง จากนั้นขับรถมาตามถนนสายซิมปัง ก่อนที่จะเลี้ยวขวามุ่งหน้ามายังไทปิง สวนทะเลสาบไทปิง สามารถเดินทางมาได้ง่ายจากถนนจาลันอิสตานา และจาลันเคลับบารู
- รถประจำทาง
ไทปิงเป็นเมืองที่เชื่อมต่อกับเมืองอื่น ๆ บนคาบสมุทรมลายูด้วยเครือข่ายรถประจำทาง ซึ่งเดินรถจากสถานีปลายทางที่อยู่ห่างไกลออกไป เช่น เมืองกามันติง (6 กม. จากใจกลางเมือง) และเมืองซิมปัง (7 กม. จากใจกลางเมือง) นอกจากนี้ยังมีรถประจำทางจากไทปิงไปยังอำเภอหาดใหญ่และประเทศสิงคโปร์อีกด้วย รถประจำทางจะขับลงใต้ซึ่งจะออกจากเมืองกามันติงและจอดรับผู้โดยสารที่เมืองซิมปัง (เมดานซิมปัง) ก่อนที่จะถึงแยกจังกัตเจริง และมุ่งหน้าไปยังทางหลวง คุณสามารถซื้อตั๋วรถประจำทางได้ที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วที่เมดานคามันติงและเมดานซิมปัง
- รถไฟ
เคเรทาปี ทานาห์ มลายู (KMT) ให้บริการในเส้นทางสายเหนือ-ใต้ หลายเที่ยวต่อวัน โดยจะจอดที่สถานีไทปิงด้วย

ทะเลสาบอินเลสัมผัสบรรยากาศแสนโรแมนติก

“อินเล” เป็นทะเลสาบที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ โอบล้อมอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่สวยงาม เป็นที่ตั้งของชุมชนกลางน้ำขนาดใหญ่ ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้มานับร้อยๆปี เรียกตัวเองว่า “ชาวอินทา” ไม่ต้องบอกว่าคนที่นี่เขาใช้ชีวิตยังไงก็รู้ครับ อาศัย ทำกิจกรรมต่างๆ อยู่ในทะเลสาบล้วนๆ แต่เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้คงจะเป็น การพายเรือด้วยเท้า เป็นลักษณะเฉพาะตัวของที่โดดเด่นของชาวอินทาเลยก็ว่าได้

วิถีชีวิตของคนที่นี่แหละที่เป็นความน่าสนใจ ลองคิดภาพการใช้ชีวิตในน้ำดูสิ ถ้าอย่างเราๆท่านๆที่อยู่แต่บนบก อะไรก็สะดวกสบายไปหมด มาลองดูการใช้ชีวิตของชาวอินทาที่นี่ เหมือนได้เปิดสมองเรียนรู้อีกครั้งครับ เราจะใช้ชีวิตกับลำน้ำ ทั้งซักผ้า อาบน้ำ ล้างจาน ดูช่างเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่ายจริง ๆ บางครั้งทำให้คิดไปเองว่า เขาทำได้ยังไง?

สำหรับใครที่กำลังคิดอยู่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่า หรือเมียนมาร์ที่เป็นชื่อใหม่แบบสากล ก็เป็นอีกประเทศท่องเที่ยวที่น่าลองสักครั้ง

อีกความน่าสนใจบนทะเลสาบแห่งนี้ คือ เกษตรกรรมลอยน้ำ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่นำธรรมชาติรอบตัวมาใช้ประโยชน์ ซึ่งถ้ามาเที่ยวที่นี่เราจะได้ชมสวนผักลอยน้ำอย่างใกล้ชิดแบบเด็ดชิมกันสดๆ นอกจากนี้ยังมีอาชีพอีกหลากหลายที่ชาวอินทาใช้เลี้ยงชีพ ทั้งการทอผ้าทอใยบัว ทำเครื่องเงิน ทำยาสูบ ซึ่งมวนยาสด ๆ ให้ดูกันชัดๆ ไปเลย

บ้านเรือนของชาวอินทาส่วนใหญ่ เป็นเรือนสองชั้นใต้ถุงสูง ปลูกแบบปักเสาลงในน้ำ แต่ละหลังมีขนาดใหญ่มาก บางหลังก็มุงด้วยจาก โดยจะมีเรือจอดอยู่ใต้ถุนบ้านทุกหลัง เพราะเป็นพาหนะอย่างเดียวที่ใช้สัญจรไปมาในชีวิตประจำวันของชาวอินทา

อินเลกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับ World Class Attration ไปแล้ว เพราะมีภูมิประเทศ วิถีชีวิต ความเป็นธรรมชาติที่สวยงาม แปลกตาไม่เหมือนที่ ใดๆ ในโลกใบนี้หรือแม้แต่ในประเทศพม่าเอง

ทะเลสาบเดดซี ( Dead Sea ) ที่อุดมด้วยแร่ธาตุและช่วยเรื่องสุขภาพได้

Dan-20130628145602285311-620x349เดดซี ถูกจัดว่าเป็นทะเลสาบเพราะรอบอาณาบริเวณมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางไหลออกไปสู่แหล่งน้ำอื่นซึ่งก็เหมือนกับลักษณะของทะเลสาบทั่วๆไป ทะเลสาบมีได้ทั้งทะเลสาบน้ำเค็มและทะเลสาบน้ำจืด และเดดซีก็คือทะเลสาบน้ำเค็มที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบเดดซีเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในระหว่างเขตแดนของจอร์แดนและอิสราเอล ทะเลสาบเดดซีมีความยาวสูงสุดประมาณ 67 กิโลเมตร ดังนั้นหากวัดจากพื้นที่ลึกที่สุดของทะเลสาบแห่งนี้ก็จะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลราว 800 เมตรเลยทีเดียว และถือเป็นจุดที่ต่ำสุดของโลกเราเลยก็ว่าได้ ความเค็มของทะเลเดดซีในส่วนที่อยู่ลึกที่สุดมีมากถึง30 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ความเค็มของทะเลทั่วๆไป ทะเลสาบเดดซีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยมีแหลมอัลลิซานกั้นกลาง ทะเลสาบทางตอนเหนือกินพื้นที่ราว 3 ใน 4 ซ้ำยังทั้งลึกและเค็มกว่า

จากอากาศที่ร้อนจัดและมีฝนน้อยนี้เองที่ทำให้ระดับน้ำจากทะเลสาบเดดซีค่อยๆระเหิดระเหยแห้งขอดลงทุกปี ทะเลเดดซีได้รับน้ำจากต้นน้ำเพียงแหล่งเดียวเท่านั้นคือแม่น้ำในประเทศจอร์แดน เมื่อการเกิดการระเหยอย่างมากของทะเลสาบเดดซีส่งผลให้ความเข้มข้นในทะเลสาบดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ เพราะนอกจากระเหยจะทำให้ทะเลสาบเดดซีเข้มข้นมากขึ้นแล้ว น้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำจอร์แดนก็ยังคงอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆเช่น โซเดียมและแมกนี้เซียมเมื่อไหลลงมาทำปฎิกริยากับน้ำพุร้อนในทะเลสาบเดดซีจึงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อความเค็มของทะเลแห่งนี้

บริเวณชายฝั่งจะเต็มไปด้วยตะกอนที่เกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผาทำให้น้ำในทะเลระเหยเป็นไอเหลือไว้เพียงเกลือแร่และแร่ธาตุที่ทับถมขึ้นเรื่อยๆดังที่เห็นเป็นก้อนสีขาวๆนั่นเอง แร่ธาตุเข้มข้นนานาชนิดจากบริเวณโดยรอบที่ไหลมาทับถมกันทำให้เดดซีเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญโดยเฉพาะโคลนเดดซีที่มีสรรพคุณในการดูแลสารพัดปัญหาผิว นักท่องเที่ยวจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังเดดซีเพราะเชื่อว่าการได้แช่น้ำในทะเลสาบและการพอกผิวด้วยโคลนบริเวณชายหาดจะทำให้สุขภาพดี แล้วก็ยังมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากโคลนเดดซี

ทะเลาสาบแห่งนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องการรักษาโรคและการบำรุงรักษาผิวพรรณน้ำในทะเลเดดซีเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุต่างๆ เพราะการที่ไม่มีพื้นที่เชื่อต่อกับแม่น้ำสายอื่นให้ไหลออกได้ทำให้แร่ธาตุต่างๆมารวมกันอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้เป็นจำนวนมากและทำให้หลายคนเชื่อกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากทะเลสาบเดดซีอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สมบูรณ์และสามารถช่วยเรื่องสุขภาพได้ โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ ทั้งโคลนจากเดดซี เกลือจากเดดซีที่มีความเค็มมากกว่าเกลือที่อื่นหลายเท่าตัวหนักก็มักจะนำมาใช้ในทางการประทินผิวและรักษาผิวพรรณ ทั้งนี้สามารถช่วยรักษาได้ทั้งรังแค โรคผิวหนังรวมทั้งพิษทั้งแมลงกัดต่อย ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น ดูแล้วคล้ายกับว่าสถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมแร่ธาตุครอบจักรวาล

ทะเลสาบตีตีกากา ยลเสน่ห์เกาะอูรอสเกาะแห่งต้นโทโทรา

การท่องเที่ยวประเทศเปรู (Peru) หรือ สาธารณรัฐเปรู (สเปน: Republica del Peru) คือ อีกหนึ่งประเทศที่น่าเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้ ประเทศเปรูเป็นที่ตั้งของอารยธรรมการัล ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อันหนึ่งของโลก และอาณาจักรอินคา จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัส โดยมี กรุงลิมา (Lima) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเปรู…

การท่องเที่ยวทะเลสาบตีตีกากา (Lake Titicaca) คืออีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศเปรู เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส บริเวณชายแดนของประเทศเปรูและประเทศโบลิเวีย ด้วยระดับความสูงเฉลี่ย 3,810 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นั่นจึงส่งผลให้ทะเลสาบตีตีกากาเป็นทะเลสาบที่สามารถเดินเรือทางพาณิชย์ที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

ทะเลสาบตีตีกากา ตั้งอยู่ในแคว้นปูโน (Puno) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรูและในแคว้นลาปาซ (La Paz) ทางตะวันตกของประเทศโบลิเวีย ครอบคลุมพื้นที่ 8,372 ตารางกิโลเมตร โดยภายในทะเลสาบตีตีกากานอกจากจะมีเกาะน้อยใหญ่รวม 41 เกาะ เช่น เกาะอามานตานี เกาะตากีเล เกาะแห่งพระอาทิตย์ (Isla del Sol) เกาะซูรีกี แล้วยังมีเกาะอูรอส ซึ่งเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกด้วย

สำหรับการท่องเที่ยวในทะเลสาบตีตีกากานั้น แน่นอนว่าคุณต้องไม่พลาดการไปพักนอนค้างแรมบน เกาะอูรอส (Uro Islands) เป็นเกาะที่ชาวอูรอสสร้างขึ้นจากการใช้ต้นโทโทราที่มีอยู่ทั่วไปในทะเลสาบตีตีกากามาสร้างเป็นเกาะเล็กๆนี้ขึ้นมา โดยเกาะถูกยึดไว้ด้วยเชือกผูกไม้ที่ปักอยู่กับพื้นของทะเลสาบ และชาวอูรอสต้องซ่อมแซมเกาะโดยการเพิ่มต้นโทโทราจากด้านบนอยู่เรื่อย ๆ เพราะส่วนที่อยู่ใต้น้ำจะค่อยๆเน่าตามกาลเวลา

นอกจากนี้แล้วบนเกาะอูรอสยังมีที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์การใช้ชีวิตบน รวมไปถึงการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับชาวพื้นเมืองอินเดียน อูรอส (Uros Indian) จากนั้นดื่มด่ำไปกับบรรยกาศของการนอนกลางทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ สนุกสนานกับกิจจกรมการตกปลาเทราท์ รวมไปถึงการล้มรสชาติความอร่อยของปลาที่ตกได้ในทะเลสาบ