ทะเลสาบเดดซี ( Dead Sea ) ที่อุดมด้วยแร่ธาตุและช่วยเรื่องสุขภาพได้

Dan-20130628145602285311-620x349เดดซี ถูกจัดว่าเป็นทะเลสาบเพราะรอบอาณาบริเวณมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางไหลออกไปสู่แหล่งน้ำอื่นซึ่งก็เหมือนกับลักษณะของทะเลสาบทั่วๆไป ทะเลสาบมีได้ทั้งทะเลสาบน้ำเค็มและทะเลสาบน้ำจืด และเดดซีก็คือทะเลสาบน้ำเค็มที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของทะเลสาบเดดซีเป็นทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในระหว่างเขตแดนของจอร์แดนและอิสราเอล ทะเลสาบเดดซีมีความยาวสูงสุดประมาณ 67 กิโลเมตร ดังนั้นหากวัดจากพื้นที่ลึกที่สุดของทะเลสาบแห่งนี้ก็จะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลราว 800 เมตรเลยทีเดียว และถือเป็นจุดที่ต่ำสุดของโลกเราเลยก็ว่าได้ ความเค็มของทะเลเดดซีในส่วนที่อยู่ลึกที่สุดมีมากถึง30 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ความเค็มของทะเลทั่วๆไป ทะเลสาบเดดซีถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยมีแหลมอัลลิซานกั้นกลาง ทะเลสาบทางตอนเหนือกินพื้นที่ราว 3 ใน 4 ซ้ำยังทั้งลึกและเค็มกว่า

จากอากาศที่ร้อนจัดและมีฝนน้อยนี้เองที่ทำให้ระดับน้ำจากทะเลสาบเดดซีค่อยๆระเหิดระเหยแห้งขอดลงทุกปี ทะเลเดดซีได้รับน้ำจากต้นน้ำเพียงแหล่งเดียวเท่านั้นคือแม่น้ำในประเทศจอร์แดน เมื่อการเกิดการระเหยอย่างมากของทะเลสาบเดดซีส่งผลให้ความเข้มข้นในทะเลสาบดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ เพราะนอกจากระเหยจะทำให้ทะเลสาบเดดซีเข้มข้นมากขึ้นแล้ว น้ำที่ไหลมาจากแม่น้ำจอร์แดนก็ยังคงอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆเช่น โซเดียมและแมกนี้เซียมเมื่อไหลลงมาทำปฎิกริยากับน้ำพุร้อนในทะเลสาบเดดซีจึงเป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อความเค็มของทะเลแห่งนี้

บริเวณชายฝั่งจะเต็มไปด้วยตะกอนที่เกิดจากความร้อนของดวงอาทิตย์แผดเผาทำให้น้ำในทะเลระเหยเป็นไอเหลือไว้เพียงเกลือแร่และแร่ธาตุที่ทับถมขึ้นเรื่อยๆดังที่เห็นเป็นก้อนสีขาวๆนั่นเอง แร่ธาตุเข้มข้นนานาชนิดจากบริเวณโดยรอบที่ไหลมาทับถมกันทำให้เดดซีเป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญโดยเฉพาะโคลนเดดซีที่มีสรรพคุณในการดูแลสารพัดปัญหาผิว นักท่องเที่ยวจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังเดดซีเพราะเชื่อว่าการได้แช่น้ำในทะเลสาบและการพอกผิวด้วยโคลนบริเวณชายหาดจะทำให้สุขภาพดี แล้วก็ยังมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำนวนมากที่ใช้ประโยชน์จากโคลนเดดซี

ทะเลาสาบแห่งนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่องการรักษาโรคและการบำรุงรักษาผิวพรรณน้ำในทะเลเดดซีเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุต่างๆ เพราะการที่ไม่มีพื้นที่เชื่อต่อกับแม่น้ำสายอื่นให้ไหลออกได้ทำให้แร่ธาตุต่างๆมารวมกันอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้เป็นจำนวนมากและทำให้หลายคนเชื่อกันว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดจากทะเลสาบเดดซีอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สมบูรณ์และสามารถช่วยเรื่องสุขภาพได้ โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ ทั้งโคลนจากเดดซี เกลือจากเดดซีที่มีความเค็มมากกว่าเกลือที่อื่นหลายเท่าตัวหนักก็มักจะนำมาใช้ในทางการประทินผิวและรักษาผิวพรรณ ทั้งนี้สามารถช่วยรักษาได้ทั้งรังแค โรคผิวหนังรวมทั้งพิษทั้งแมลงกัดต่อย ช่วยให้ผิวนุ่มขึ้น ดูแล้วคล้ายกับว่าสถานที่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งรวมแร่ธาตุครอบจักรวาล

ทะเลสาบตีตีกากา ยลเสน่ห์เกาะอูรอสเกาะแห่งต้นโทโทรา

การท่องเที่ยวประเทศเปรู (Peru) หรือ สาธารณรัฐเปรู (สเปน: Republica del Peru) คือ อีกหนึ่งประเทศที่น่าเดินทางมาท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่งของทวีปอเมริกาใต้ ประเทศเปรูเป็นที่ตั้งของอารยธรรมการัล ซึ่งเป็นอารยธรรมเก่าแก่อันหนึ่งของโลก และอาณาจักรอินคา จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาก่อนยุคโคลัมบัส โดยมี กรุงลิมา (Lima) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเปรู…

การท่องเที่ยวทะเลสาบตีตีกากา (Lake Titicaca) คืออีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศเปรู เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส บริเวณชายแดนของประเทศเปรูและประเทศโบลิเวีย ด้วยระดับความสูงเฉลี่ย 3,810 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นั่นจึงส่งผลให้ทะเลสาบตีตีกากาเป็นทะเลสาบที่สามารถเดินเรือทางพาณิชย์ที่สูงที่สุดในโลกอีกด้วย

ทะเลสาบตีตีกากา ตั้งอยู่ในแคว้นปูโน (Puno) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเปรูและในแคว้นลาปาซ (La Paz) ทางตะวันตกของประเทศโบลิเวีย ครอบคลุมพื้นที่ 8,372 ตารางกิโลเมตร โดยภายในทะเลสาบตีตีกากานอกจากจะมีเกาะน้อยใหญ่รวม 41 เกาะ เช่น เกาะอามานตานี เกาะตากีเล เกาะแห่งพระอาทิตย์ (Isla del Sol) เกาะซูรีกี แล้วยังมีเกาะอูรอส ซึ่งเป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นอีกด้วย

สำหรับการท่องเที่ยวในทะเลสาบตีตีกากานั้น แน่นอนว่าคุณต้องไม่พลาดการไปพักนอนค้างแรมบน เกาะอูรอส (Uro Islands) เป็นเกาะที่ชาวอูรอสสร้างขึ้นจากการใช้ต้นโทโทราที่มีอยู่ทั่วไปในทะเลสาบตีตีกากามาสร้างเป็นเกาะเล็กๆนี้ขึ้นมา โดยเกาะถูกยึดไว้ด้วยเชือกผูกไม้ที่ปักอยู่กับพื้นของทะเลสาบ และชาวอูรอสต้องซ่อมแซมเกาะโดยการเพิ่มต้นโทโทราจากด้านบนอยู่เรื่อย ๆ เพราะส่วนที่อยู่ใต้น้ำจะค่อยๆเน่าตามกาลเวลา

นอกจากนี้แล้วบนเกาะอูรอสยังมีที่พักให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์การใช้ชีวิตบน รวมไปถึงการสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับชาวพื้นเมืองอินเดียน อูรอส (Uros Indian) จากนั้นดื่มด่ำไปกับบรรยกาศของการนอนกลางทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ สนุกสนานกับกิจจกรมการตกปลาเทราท์ รวมไปถึงการล้มรสชาติความอร่อยของปลาที่ตกได้ในทะเลสาบ

ความหลากหลายทะเลสาบ 5 สี จิ่วไจ้โกวอีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่งใหญ่

1

ทะเลสาบ 5 สีจิ่วไจ้โกวมีพื้นที่กว่า 620 ตารางกิโลเมตร โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยป่าดึกดำบรรพ์ ท่ามกลางหุบเขาที่ทอดตัวยาวคด เคี้ยวไปมา โตรกธารลดเลี้ยวผ่านผาสูงและน้ำตกใหญ่น้อยต่างๆ ก่อให้เกิดเป็นทัศนียภาพอันตระการตาโดดเด่นด้วยสีสันของภาพภูมิทัศน์โดยรอบ”น้ำ”ถือเป็นจุดเด่นที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในบรรดาสุดยอดความงามของทัศนียภาพ ณ จิ่วไจ้โกวแห่งนี้ ทั้งในด้านรูปลักษณ์ สีสัน ความหลากหลาย อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่งใหญ่ เคยมีคำกล่าว ประโยคหนึ่งที่เขียนไว้ว่า “เมื่อกลับจากเขาหวงซานจะไม่ดูเมฆ ครั้นเมื่อกลับจากจิ่วไจ้โกวก็จะไม่ดูน้ำ ” ซึ่งมีความหมายแฝงว่าความงาม น่าประทับใจของสถานที่ทั้งสองแห่งดังกล่าวทำให้ไม่อยากมองที่อื่นอีกเลย จิ่วไจ้โกวมีทะเลสาบมากมาย แม้ทะเลสาบเหล่านี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่น้ำใสสะอาด ชาวทิเบตในท้องถิ่นเรียกว่า”ไห่จือ” หมายความว่า “ลูกผู้ชายแห่งท้องทะเล” ความงามพิสดารของท้องน้ำในจิ่วไจ้โกวนั้น มีสาเหตุมาจากการที่แหล่งน้ำในบริเวณนี้มีการสะสมของธาตุแคลเซี่ยมเจือปนอยู่ในปริมาณสูง อีกทั้งยังเกิดจากสาเหตุของพืชใต้น้ำ ที่สะสมอยู่จำนวนมาก ส่งผลให้ทะเลสาบและธารน้ำของที่นี่มีสีสันสดใส งดงามแปลกตา ธารน้ำในจิ่วไจ้โกวมีระยะทาง 50กว่ากิโลเมตร ตลอดแนวธารน้ำมีทั้งบึงน้ำทะเลสาบน้ำตกและโตรกธารหลายแห่งปรากฏ อยู่ สายน้ำสีเขียวสดใสงามแปลกตาเลี้ยวลดคดเคี้ยวอยู่ไปมาระหว่าง แมกไม้ ราวกับสายสร้อยมรกตที่ประดับบนอาภรณ์แห่งป่าเขาลำเนาไพร ทะเลสาบเลื่อมสลับลายและน้ำตก ที่สูงสง่าอลังการ ทำให้ผู้ทีไปเยือนแทบอาจจะไม่ละสายตาจากไปได้

ทะเลสาบ 5 สีจิ่วไจ้โกวตั้งอยู่บริเวณริมที่ราบสูงทิเบตดินแดนที่ได้ชื่อว่า “หลังคาโลก”มีสภาพภูมิศาสตร์โดดเด่นทั้งยอดเขาหิมะสูงเสียดฟ้าและหุบ เขาลึก ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีความสูงต่ำแตกต่างกันอย่างมากมายนี้ เองที่ได้ทำให้สภาพภูมิอากาศและพืชพรรณสัตว์ป่าในบริเวณนี้มีความหลากหลายและสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นชนิดหรือพันธุ์ พืชของจิ่วไจ้โกวจึงมีความแตกต่างกันไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์และตามอากาศของเขตนี้ โดยมีทั้งพันธุ์ไม้โบราณ พันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าชื้นดึกดำบรรพ์ พันธุ์ไม้ที่ผ่านการปรับตัวทางพันธุกรรม และเฟิร์นชนิดต่างๆที่มีคุณค่ามากมาย ทั้งยังเป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ป่า และนกนานาชนิด ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าธรรมชาติกว่า 3 พันตารางกิโลเมตร สัตว์และพันธุ์พืชกว่า 2,000 ชนิด สัตว์อนุรักษ์อีก 17 ชนิด รวมทั้งสัตว์ที่สงวนอย่าง แพนด้า กระทิง ค่างขนทอง ละมั่งลายจุด กวางปากขาว แพนด้าจิ๋ว ลิงกัง ไก่ฟ้า ห่านฟ้า เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขุนเขา ป่าไม้ ลำน้ำ หรือหินทุกก้อนล้วนได้รับการเคารพนับถือจากชนเผ่าพื้นเมืองทิเบตและผืนป่าโบราณอันอุดมแห่งนี้จึงยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีจวบจนกระทั่งทุกวันนี้

ทะเลสาบยามานากาโกะ เป็นที่นิยมของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ

ประเทศญี่ปุ่นมี 4 ฤดูกาลที่มีความโดดเด่นให้ได้ชมแตกต่างกันไป

มีทั้งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์,วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่ในอดีต,สิ่งปลูกสร้างที่คงความเป็นประวัติศาสตร์ และในปัจจุบันได้มีการให้ความสนใจกันมากขึ้นในด้านวัฒนธรรมสมัยใหม่ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนแอนิเมชั่นหรือแฟชั่นเป็นต้น เมืองใหญ่ทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก โตเกียว และ โอซาก้า ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังความยิ่งใหญ่,บรรยากาศของความเก่าแก่ที่สวยงามของบ้านเมืองของเกียวโตและพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลของ ฮอกไกโด

ญี่ปุ่นยังคงเป็นประเทศเป้าหมายหลักที่คนไทยส่วนใหญ่ตั้งเป้าจะไปเยือนดินแดนแห่งนี้ นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปถือว่าเข้าช่วงไฮซีซันของญี่ปุ่น เพราะตั้งแต่ตุลาคมจนถึงพฤศจิกายน เป็นช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ถือเป็นช่วงที่คนไทยนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่น ถัดจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ใครที่ชอบหิมะต้องไปสัมผัสในเดือนธันวาคมจนถึงช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แต่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปญี่ปุ่นถือว่าค่อนข้างสูง ทั้งเรื่องค่าครองชีพและค่าโดยสารสายการบินที่มีการบินไทยและเจแปนแอร์ไลน์เป็นสายการบินหลัก แต่ในช่วงหลังมีสายการบินต้นทุนต่ำเริ่มให้บริการบินสู่ญี่ปุ่นมากขึ้น ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนไทยมีโอกาสไปสัมผัสญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น

ทะเลสาบยามานากาโกะ

เป็นทะเลสาบญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 5 ทะเลสาบ อยู่ล้อมรอบภูเขาไฟฟูจิ เป็นอีกจุดที่สามารถชมวิวทะเลสาบ รอบทะเลสาบเป็นที่นิยมที่คนญี่ปุ่นจะมาทำกิจกรรมนอกสถานที่ เช่น การล่องเรือ พายเรือในทะเลสาบ ตกปลา เล่นสกี เล่นเซิร์ฟ แคมป์ไฟฯ ตามแนวชายฝั่ง ซึ่งก็จะมีค่ายของนักเรียนตั้งอยู่รอบแนวทะเลสาบ และมีนักเรียนสนใจมาทำกิจกรรมอย่างมากในช่วงหน้าร้อน อีกสถานที่ที่เป็นที่นิยมไม่แพ้กันคือ บ่อน้ำพุร้อนรอบบริเวณ บางแห่งยังสามารถชมวิวที่สวยงามของภูเขาไฟฟูจิได้ในขณะที่แช่บ่อน้ำพุร้อนอีกด้วย เป็นทะเลสาบหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติเองนิยมเดินทางมาเยี่ยมชม ทำให้รอบบริเวณของทะเลสาบเต็มไปด้วยรีสอร์ท สปามากมายพร้อมอำนวยความสะดวก เป็นทะเลสาบหนึ่งที่มีวิวทิวทัศน์สวยงามมองเห็นวิวของภูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจนและสวยงาม

ปรากฏการของทะเลสาบสีชมพูในเกาะ Middle Island

ทะเลสาบ Hillier เป็นทะเลสาบสีชมพูในเกาะ Middle Island ซึ่งเป็นเกาะขนาดใหญ่สุดของหมู่เกาะ Recherche นอกชายฝั่งเมืองเอสเปอร์แรนซ์หากมองจากมุมสูงทะเลสาบจะดูมีสีชมพูนมสดใส ทะเลสาบมีความยาวประมาณ 600 เมตร โอบล้อมด้วยผืนทรายและป่าเปเปอร์บาร์คและยูคาลิปตัส สันทรายแคบๆ ที่ปกคลุมด้วยพืชสีเขียวคั่นกลางระหว่างทะเลสาบกับทะเลใต้สีฟ้าครามไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมทะเลสาบถึงมีสีชมพู นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าสีของทะเลสาบน่าจะเกิดจากแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในเกล็ดเกลือ มีการกล่าวถึงทะเลสาบสีชมพูแห่ง Middle Island ในบันทึกของนักสำรวจชื่อเเมทธิว ฟลินเดอร์ ในปี 1802 โดยฟลินเดอร์ได้ปีนขึ้นไปบนจุดสูงสุดของ Middle Island เพื่อสำรวจแหล่งน้ำโดยรอบและตรงนั้นเองที่เขาได้เห็นทะเลสาบอันน่ามหัศจรรย์ Middle Island และทะเลสาบสีชมพูแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าทึบซึ่งยังคงความเขียวชอุ่มตั้งแต่อดีต วิธีเดียวที่จะดูทะเลสาบนี้ได้คือจากมุมสูงทางอากาศ ทั้งนี้คุณยังสามารถสำรวจเกาะต่างๆ และสัตว์ป่านานาพันธุ์ของหมู่เกาะ Recherche ได้โดยการล่องเรือจากเมืองเอสเปอร์แรนซ์

ทะเลสาบสีชมพูใกล้เมืองเอสเปอร์แรนซ์ ก็เป็นทะเลสาบสีชมพูอีกแห่งที่มีฉากหลังเป็นวิวชายฝั่งของออสเตรเลียอันงดงาม ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเจ็ดกิโลเมตรเมื่ออยู่ในสภาวะอากาศที่เหมาะสม ทะเลสาบนี้จะกลายเป็นสีชมพูอ่อนเนื่องจากมีสาหร่ายในน้ำเป็นจำนวนมาก และเพื่อให้ได้วิวทะเลสาบที่สวยและดีที่สุด ควรเดินไปที่จุดชมวิวทะเลสีชมพูนอกจากนี้องค์กรอนุรักษ์นกสากล ได้ประกาศให้พื้นที่ในส่วนทะเสสาบเป็นเขตอนุรักษ์นกสำคัญ เนื่องจากเป็นที่อยู่ของนกท้องถิ่นและที่ย้ายถิ่นมาจากที่อื่นจำนวนมากในเมืองเอสเปอร์แรนซ์ ยังมีสถานที่และกิจกรรมที่น่าดูน่าทำอีกมากมาย เช่น การขี่ม้า การเดินและขี่จักรยานเล่น การดำน้ำแบบสกูบ้า ดูวาฬ การเล่นวินเซิร์ฟ การโรยตัวจากหน้าผา การพายเรือคายัค และการท่องเที่ยวด้วยรถโฟร์วีลพิพิธภัณฑ์ในเมืองเอสเปอร์แรนซ์ จะจัดแสดงเป็นวัตถุที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมือง อาทิ บันทึกเกี่ยวกับผู้บุกเบิก ซากเรือ ชิ้นส่วนจากสถานีอวกาศ Sky Lab ของสหรัฐอเมริกาที่ตกลงมาที่เมือง เอสเปอร์แรนซ์ เมื่อปี1980 สิ่งประดิษฐ์ และวัตถุโบราณของชาวอะบอริจิน ห่างออกไปจากท่าเทียบเรือไกลสุดของเมืองจะมีแนวปะการังเทียม ซึ่งเหมาะกับกิจกรรมตกปลาและเดินเล่น